หลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตประจำวันอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งหนึ่งที่น่าตกใจคือ AI ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้พัฒนาไปอย่างฉับพลันและก้าวกระโดด ความเปลี่ยนแปลงและโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้ กลายเป็นความกังวลของพ่อแม่ยุคใหม่ว่าลูกจะใช้ชีวิตในโลกอนาคตที่ต้องอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์และ AI อย่างไร แล้วสำหรับพ่อแม่ในวันนี้ จะมีวิธีเตรียมความพร้อมให้ลูกได้อย่างไร S-Mom Club ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ฌอน ดิโอนี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็ก (MRI) โรงพยาบาลโรดไอแลนด์ และศาสตราจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบราวน์ ซึ่งศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาสมองของมนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ยุคใหม่ในการเตรียมความพร้อมให้ลูกตั้งแต่วันนี้ “ผมขอเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า พัฒนาการของสมองเปรียบเสมือนกับการสร้างบ้าน ถ้าเราอยากได้บ้านที่แข็งแรงและใช้งานได้จริงนั้น ก็ต้องวางเสาเข็มไว้อย่างดีที่สุดตั้งแต่ต้น เมื่อรากฐานแข็งแรง ก็สามารถสร้างโครงสร้างตัวบ้านและตกแต่งให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกันกับคนเราที่เมื่อเติบโตขึ้นแล้วจะสามารถคิด ทำงาน หรือใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ถ้ามีรากฐานที่แข็งแรงนั่นคือ ‘สมอง’ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมสนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องพัฒนาการของสมองเด็กที่เป็นรากฐานสำคัญของวัยอื่นๆ” ศ.ฌอน เล่า ขวบปีแรกคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ในขวบปีแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองเรียนรู้ได้ เร็วกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ของชีวิต เพราะทุกวินาทีจะเกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทถึง 1 ล้านเซลล์ ผ่านกระบวนการสร้างไมอีลิน (Myelination) สมองของเด็กในวัยนี้จึงเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กจดจำและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไว ยิ่งสมองสามารถเชื่อมโยงผ่านกันด้วยความเร็วสูงเท่าใด จะเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาทักษะในทุกๆ ด้านได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะการเคลื่อนไหว หยิบ […]
เห็นลูกนั่งเบ่งอึอยู่นาน นั่งจนหน้าแดงก็ไม่ถ่ายสักที หัวอกคนเป็นแม่สงสารลูกจับใจ เพราะเวลาที่อึไม่ออก มันไม่ใช่แค่เรื่องระบบขับถ่ายเท่านั้น ลูกจะไม่สนุกกับทุกสิ่ง กินอะไรก็ไม่อร่อย เพราะรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว อารมณ์ก็จะบูด ๆ หงุดหงิดง่าย ไม่อยากเล่นอะไรเลย เห็นทีจะปล่อยให้มีอาการท้องผูกแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วค่ะ แม่ต้องหาตัวช่วยมาทำให้ลูกอุจจาระง่าย ขับถ่ายเป็นปกติได้ทุกวันซะแล้ว !?
คุณแม่รู้มั้ยคะว่า ยาลดไข้เด็ก ในท้องตลาดไม่ได้เหมือนกันไปทั้งหมด การให้ยาลดไข้กับลูกนั้นไม่ใช่แค่ต้องคำนึงถึงขนาดยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว ยังต้องดูด้วยว่าลูกกินยาได้ครบถ้วนในแต่ละมื้อหรือไม่ ซึ่งอุปสรรคอันดับหนึ่งของแม่คงจะหนีไม่พ้น การพยายามป้อนยาลูกในทุกๆ ครั้งใช่ไหมคะ มาดูกันค่ะว่ายาลดไข้แบบไหนที่เหมาะกับลูก เพื่อให้แม่ได้ป้อนยาลูกได้รับตัวยาที่ครบถ้วน เพื่อให้ลูกไข้ลดลงค่ะ ขนาดของการกินยาลดไข้สำหรับเด็ก โดยทั่วไปยาลดไข้เด็กจะเป็นพาราเซตามอล โดยขนาดการทาน คือ 10–15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเด็ก (กิโลกรัม) วิธีคำนวณยาพาราเซตามอลในเด็ก สิ่งที่แม่ต้องรู้ มี 2 อย่าง คือ (1) น้ำหนักตัวและอายุลูก (2) ความเข้มข้นของยาใน 1 ช้อนชา (5 ml) โดยเป็นสูตรการคำนวณดังนี้ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) X ปริมาณยาที่ต้องใช้ (10-15 มิลลิกรัม) ทั้งนี้หากยังไม่แน่ใจในขนาดยาที่ต้องป้อนให้ลูก ก่อนใช้ควรอ่านฉลากที่แนบมาในกล่องยา พร้อมทั้งปรึกษาเภสัชกรเพื่อให้ช่วยคำนวณขนาดการตวงยาที่เหมาะสมค่ะ ยาลดไข้เด็ก มีแบบไหนบ้าง ยาพาราเซตามอลลดไข้ในท้องตลาดบ้านเรา ปกติแล้วจะมีการแบ่งตามความเข้มข้น เพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวเด็ก โดยแบ่งเป็น 1.ยาลดไข้ชนิดหยด เหมาะกับเด็กแรกเกิด – 1 ปี ซึ่งยาแบบหยดจะทำให้ควบคุมปริมาณยาได้ง่าย ได้ปริมาณที่เหมาะสม […]