AMARIN Baby And Kids – เพื่อลูกฉลาดและมีความสุข

เรากำลังเลี้ยงลูกให้เป็น “ออทิสติกเทียม” ด้วย ทีวี แท็บเล็ต และเร่งเรียน หรือเปล่า?

ถ้าเด็กอายุ 3 ขวบแล้ว ยังไม่พูด ชอบเล่นคนเดียว ไม่สนใจใคร คุณกำลังนึกถึงอะไร อาการคล้ายออทิสติกใช่ไหมคะ แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะนี่อาจเป็นอาการของเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมก็ได้…!?!

ออทิสติกเทียมมีจริง เป็นอาการที่เกิดจากการเลี้ยงดู มักพบในเด็กที่อยู่ในเมือง ครอบครัวมีฐานะดี เด็กมีพี่เลี้ยงคอยดูแล มักเป็นครอบครัวที่เร่งรีบ และใช้อุปกรณ์สื่อสาร เช่น ทีวี แท็บเลต เลี้ยงดูลูกแทนที่จะพูดคุย สบตา โอบกอดกัน ซึ่งปัจจุบันพบมากขึ้นเรื่อยๆ!

“แม้ออทิสติกเทียมจะแก้ไขได้ แต่ถ้ารู้ช้า ได้รับการแก้ไขช้า ลูกก็อาจมีพัฒนาการล่าช้าหรือพัฒนาไปเป็นออทิสติกจริงๆ ได้ การเลี้ยงลูกด้วยรักการเอาใจใส่ และการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อย เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่ ถ้าไม่อยากให้ลูกเสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม” นี่คือคำแนะนำที่ดีที่สุด จาก ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ อาจารย์ประจำและผู้เชี่ยวชาญการส่งเสริมการพัฒนาสมองและกระบวนการรู้คิดในเด็ก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการพัฒนาสมองที่สอดคล้องกับพัฒนาการ ซึ่งมีโอกาสได้ทำงานช่วยเหลือครอบครัวจำนวนมากที่มีลูกเป็นออทิสติกจริงๆ และออทิสติกเทียม

อ่านต่อ “ออทิสติกเทียม กับ ออทิสติก ต่างกันอย่างไร” คลิกหน้า 2

“ออทิสติกเทียม” เป็นอย่างไร?

  1. ไม่มีความผิดปกติทางกายใดๆ หรือสารสื่อประสาทในสมอง แต่เกิดจาก “ความเข้าใจผิดในการเลี้ยงดู” ที่ทำให้เด็กมีอาการคล้ายออทิสติก เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ป่วย จึงเรียกว่าอาการออทิสติกเทียม
  2. อาการออทิสติกเทียมเกิดจากความเข้าใจผิดในการเลี้ยงดูได้แก่ 1) ปล่อยให้ลูกดูทีวี หรือแท็บเล็ตตั้งแต่เล็กๆ แต่พ่อแม่มักสงสัยพามารักษาเมื่อลูก 3 ขวบ (อ่านต่อ ลูกเป็นออทิสติกเทียม เพราะดูทีวีมากเกินไป) และ 2) การเร่งเรียน เด็กมักมีอาการมากตอนประมาณ 7 ขวบหรือขึ้นชั้นประถม
  3. อาการออทิสติกเทียม ที่คล้ายกับออทิสติก คือ ไม่พูด แยกตัว ทำอะไรอย่างไม่สนใจใคร เมื่อถูกขัดใจจะร้องกรี๊ดๆ ขาดทักษะทางสังคม

“ออทิสติก” เป็นอย่างไร?

ออทิสติกเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ไม่พบในเด็กที่มีอาการออทิสติกเทียม (อ่านต่อ แพทย์ชี้..’ออทิสติก’ เกิดขึ้นเอง ไม่ได้มาจากทีวี แท็บเล็ต หรือการเลี้ยงดู)

  1. พันธุกรรม เป็นสาเหตุอันดับแรก เด็กที่เป็นออทิสติก เมื่อซักประวัติมักพบว่ามีคนในครอบครัวเคยเป็น
  2. เมื่อพบว่ามีพันธุกรรม จะมีการตรวจสารสื่อประสาทบางตัวในสมองของเด็ก และมักตรวจพบความผิดปกติของสารสื่อประสาทบางตัว เช่น โดปามีน ซิโรโทนิน หรือ ออกซิโตซิน ซึ่งทำให้เด็กออทิสติกแต่ละคนมีอาการแตกต่างกัน
  3. อาการที่เป็นลักษณะบ่งชี้ ได้แก่ พัฒนาการด้านภาษาและสังคมล่าช้าเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน ไม่เลียนแบบ ไม่มองหน้า ไม่สบตา เล่นของเล่นซ้ำๆ ขยับมือซ้ำๆ ไม่พยายามพูดโต้ตอบ ชอบอยู่คนเดียว เหมือนมีโลกส่วนตัว เดินและวิ่งโดยเขย่งเท้า เป็นต้น
  4. สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่อายุ 3 เดือน ถ้าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกเอง จะสังเกตอาการได้เร็ว

‘ไม่มีเด็กคนไหนรู้ว่าตัวเองผิดปกติ’ มีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่จะสังเกตรู้ว่าลูกเรา มีบางอย่างไม่เหมือนเด็กอื่น และสิ่งที่ลูกเราไม่เหมือนเด็กคนอื่นนั้น เป็นความผิดปกติหรือไม่

อ่านต่อ “ให้ลูกดูทีวี แท็บเลต ทำให้เป็นออทิสติกเทียมได้อย่างไร” คลิกหน้า 3

ปล่อยลูกดูทีวี แท็บเลต ทำให้เป็นออทิสติกเทียมได้อย่างไร

1. การพูด หรือเรียนรู้ภาษา เกิดจากการเลียนแบบกล้ามเนื้อปาก ไม่ใช่การดูทีวีหรือแท็บเลต

“เด็กเรียนรู้การสื่อสารจากทีวี จากแท็บเลตไม่ได้ ถ้าเราไม่คุยกับลูก เขาไม่รู้จะเลียนแบบจากใคร ไม่เห็นว่าต้องทำปากอย่างไร เปล่งเสียงอย่างไร จึงไม่รู้วิธีสื่อสาร เป็นที่มาว่าเด็กพูดช้า หรือไม่พูด ซึ่งต่างจากเด็กออทิสติกที่ไม่พูด เพราะมีปัญหากล้ามเนื้อปากอ่อนแรงและมีความบกพร่องด้านการเลียนแบบจากพยาธิสภาพของโรค” (อ่านต่อ 12 วิธี สำหรับพ่อแม่สอนลูก “ฝึกพูด”)

2. เด็กที่ดูทีวี ไม่เรียนรู้ทักษะทางสังคม

“เพราะทีวีหรือแท็บเลต เป็นการสื่อสารทางเดียว เรื่องไหน ภาพไหนที่เด็กไม่ชอบเขาก็เปลี่ยน และถ้าพี่เลี้ยงยิ่งเพียงชี้นิ้วก็ได้ตามที่ต้องการ เด็กยิ่งไม่รู้ว่าเขาจะเข้าสังคมไปเพื่ออะไร เพราะไม่มีใครที่เขาอยากจะสื่อสารด้วย จึงมักมีพฤติกรรมไม่น่ารัก ไม่สนใจใคร คิดอยากจะทำอะไรก็ทำ” (อ่านต่อ เลี้ยงลูกเจนฯ อัลฟ่าให้ฉลาดและมีความสุข)

“ระวัง! ออทิสติกเทียม จากการปล่อยปละละเลย ถ้าปล่อยไปจนถึง 6 ขวบ ไม่ได้รับการแก้ไข เด็กอาจกลายเป็นป่วยจริงคือ มีพัฒนาการล่าช้า ต้องได้รับการรักษาและประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ เพราะพ่อแม่ปรับพฤติกรรมเองไม่ไหวแล้ว”

อ่านต่อ “เร่งเรียน อยากให้ลูกเก่งแต่เด็ก ทำให้เป็นออทิสติกเทียมได้อย่างไร” คลิกหน้า 4

หวังดี เร่งเรียน ทำให้เป็นออทิสติกเทียมได้อย่างไร

จากประสบการณ์ของดร.วสุนันท์ พบว่า “มีเด็กที่ถูกเร่งเรียนตั้งแต่อายุขวบได้กว่าๆ ด้วยความหวังดีของพ่อแม่อยากให้ลูกเก่ง มีความสามารถ สอบเข้าให้ได้ จึงพยายามให้ลูก “ทำให้ได้” จัดกิจกรรมให้ลูกเรียนทุกวันตั้งแต่เช้าจนเย็น หรือค่ำ วันละ 3-4 กิจกรรม แม้ลูกจะร้องไห้ แต่ก็จะถูกดุ ถูกบังคับให้หยุดร้องและกลับไปทำให้ได้ ทำให้เสร็จ

“6 ขวบปีแรก ถ้าเด็กได้ทำอะไรด้วยความสนุกเขาจะเรียนรู้ได้ไวมาก ถ้ามีแต่ถูกบังคับ ไม่ได้ทำเพราะอยากรู้ เด็กมีแต่ความเครียด ความกลัว สารความเครียดหลั่งออกมา สารสื่อประสาทที่จำเป็นก็ถูกกดไม่สร้างออกมา สารแห่งความสุข ความมั่นคงทางอารมณ์และความผูกพัน (หรือออกซิโตซินซึ่งเรียกอีกอย่างว่าเป็นสารสังคม) ที่จะต้องสร้างเมื่อมีความสุขก็ไม่สร้าง เพราะมีแต่ถูกตี ถูกบังคับ เด็กก็จะออกห่างจากสังคม”

ระวัง! ออทิสติกเทียม จากการเร่งเรียน กรณีเร่งมากๆ อาจส่งผลให้สมองเกิดการลัดวงจร คือ เกิดความผิดปกติในลำดับการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง เด็กบางคนอาจ  burn out เอาแต่ใจ ไม่อยากทำอะไรเลย เป็นออทิสติกจริงๆ ได้

อ่านต่อ “การแก้ไขอาการออทิสติกเทียม พ่อแม่ทำได้อย่างไร” คลิกหน้า 5

ออทิสติกเทียม พ่อแม่แก้ไขได้

 “ในเด็ก 100 คนที่พ่อแม่พามาปรึกษาด้วยสงสัยว่าเป็นออทิสติก เราจะพบเด็กที่เป็นออทิสติกเทียม 20-30 คน ซึ่งแพทย์จะไม่วินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก แต่จะให้คำแนะนำถึงความจำเป็นที่ต้องได้รับการแก้ไข ปรับพฤติกรรม ได้แก่ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ และรับปรับพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งสามารถหายได้ โดยพ่อแม่ทำได้เอง” ดร.วสุนันท์ ย้ำชัดถึงโอกาสของการหายจากอาการออทิสติกเทียม

1. กรณีปล่อยให้ดูทีวี หรือแท็บเลต

“เนื่องจากเป็นอาการซึ่งเกิดจากการปล่อยปละละเลย ไม่ได้สอนเขา วิธีการแก้ไขเพียงใช้การปรับพฤติกรรมเท่านั้น เมื่อพ่อแม่รู้แล้ว ยอมรับ หากไม่มัวรู้สึกผิด ไม่มัวทอดอาลัย หันมาตั้งใจจริงกับการปรับพฤติกรรม เพียง 3 เดือน ลูกก็กลับมาพูดแล้ว เพียงแต่ต้องระวังไม่เร่ง และไม่เครียดค่ะ”

การปรับพฤติกรรมที่ได้ผลดี คือ ไม่หักดิบ แต่ให้เวลา ทำกิจกรรมกับลูก สอนหรือฝึกทักษะการพูด การสื่อสารและทักษะทางสังคม ได้แก่

เด็กที่มีอาการออทิสติกเทียม ไม่ได้ป่วยเป็นออทิสติก เขาถูกทำให้มีอาการออทิสติก จึงแก้ไขได้ และหายได้แน่!

 อ่านต่อ “การแก้ไขอาการออทิสติกเทียมสำหรับพ่อแม่ กรณีเร่งเรียน” คลิกหน้า 6

2. กรณีเร่งเรียน  

การแก้ไขก็ยังเป็นการปรับพฤติกรรม แต่หากเร่งมากจนเด็ก burn out ซึ่งมักจะเป็นเมื่อเริ่มขึ้นชั้นประถม จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือด้วย ถ้ารู้ว่ากำลังเร่งลูก สิ่งที่พ่อแม่ทำได้เลยคือ

เด็กที่รู้จักเงียบ อยู่นิ่งๆ เวลามีคนมา จะคอยสังเกตและไปบอกพ่อแม่ ขยับเก้าอี้ หาน้ำให้ หรือเป็นเด็กมีน้ำใจ เห็นคนมาเหนื่อยๆ รู้จักช่วยถือของ อย่างนี้ก็เป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางสังคมดี ถ้าพ่อแม่ส่งเสริมได้เหมาะสม ลูกก็สามารถประสบความสำเร็จในแบบของเขาได้

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

ภาพ : Shutterstock